แรงงานเด็กและการเป็นทาส ความยากจนในประเทศบราซิล

หลายประเทศในโลกที่มีคนยากจนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประเทศบราซิลก็เป็นหนึ่งในนั้น
โดยต้องทำงานกันตั้งแต่เด็กๆ เลยทีเดียว แรงงานเด็กในบราซิลยังคงมีสาเหตุมาจากความยากจนที่รุนแรง
ชุมชนชาวบราซิลที่มีรายได้ต่ำเป็นจำนวนมาก เหล่าเด็กๆ ทั้งหลายมีหน้าที่เป็นกองกำลังสำรองของแรงงาน
เมื่อสมาชิกผู้ใหญ่ในครอบครัวไม่สามารถสร้างรายได้ ได้อย่างเพียงพอ เด็กๆ มักจะต้องทำงานเพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เด็กบราซิลซึ่งยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ยังไม่มีความรู้ ร่างกายก็ยังไม่โต พวกเขาเลยเลือกงานซึ่งสามารถทำได้ด้วย2 มือเล็กๆ ของพวกเขา เช่น เก็บส้ม, เก็บกาแฟ หรือทำงานตามสวนโกโก้ เนื่องจากลูกจ้างภาคสนามมักได้รับเงินมากกว่าอัตรารายชั่วโมง พ่อแม่จึงมักจะล่อลวงให้ลูกๆ ของพวกเขาทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อเพิ่มรายได้ของครอบครัวด้วยเหตุนี้เอง ตัวบ่งชี้อันสำคัญในการใช้แรงงานเด็กก็คือบิดามารดาของเด็กนั้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็กและเด็กอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท
นอกเหนือไปจากความยากจนแล้วพฤติกรรมทางวัฒนธรรมของบราซิลยังมีบทบาทสำคัญในการใช้แรงงานเด็ก ในพื้นที่ยากจนทางตอนเหนือของประเทศบราซิลคนส่วนใหญ่ผู้เป็นบิดามารดาเริ่มทำงานก่อนที่พวกเขาจะอายุ 8 ขวบ เสียด้วยซ้ำเนื่องจากแรงงานเด็กเป็นเรื่องคุ้นเคยกับพวกเขามากขึ้น มันจึงเหมือนกับเป็นวัฒนธรรมแบบผิดๆ อันฝังรากลึกลงไปในสังคม รวมทั้งความเชื่อ ชาวบราซิลเหล่านี้มักไม่มองว่าแรงงานเด็กเป็นปัญหาร้ายแรงอะไร ปัญหาของแรงงานเด็กจึงตกอยู่ในวงจรอุบาทไม่มีที่สิ้นสุด
เหตุผลสำหรับพ่อแม่ที่ส่งลูกไปทำงานแทนการไปโรงเรียน มันเกี่ยวข้องกับสภาพของโรงเรียนรัฐบาลในบราซิล ซึ่งในพื้นที่ชนบท อันมีประชากรเบาบาง โรงเรียนประถมจะตั้งอยู่ห่างจากกันไกลมากและโรงเรียนมัธยมศึกษาจะมีอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น โรงเรียนตามชนบทเหล่านี้โดยทั่วไปจึงไม่ได้รับการตกแต่ง รวมทั้งมีสภาพแวดล้อมไม่ดีเนื่องจากขาดเงินทุนมาสนับสนุน การศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทุกคนในประเทศบราซิลซึ่งมีอายุระหว่าง 7 ถึง 14 ปี แต่ข้อบังคับนี้ก็ออกมาเพื่อให้มีกฎหมายขั้นพื้นฐานออกมาเท่านั้น มีครอบครัวยากจนจำนวนมากอาศัยอยู่ในเขตปกครองชนบทไม่สามารถซื้อเครื่องแบบนักเรียน หนังสือ ตั๋วรถประจำทางได้ 90% ของเด็กที่ทำงานในชนบทได้รับการศึกษาในโรงเรียนเป็นเวลาน้อยกว่า 4 ปี และมีเพียงแค่หนึ่งในแปดคนของเด็กที่อาศัยอยู่ในย่าน Favela ที่ได้ไปโรงเรียน
การใช้แรงงานเด็กเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะเด็กเป็นวัยที่ต้องได้เรียนหนังสือ มีความสุขจากการได้พบเพื่อนและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน การใช้แรงงานเด็กในประเทศบราซิลมันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

เบเลมเมืองที่ไม่ควรเหยียบเข้าไปในประเทศบราซิล

หลายๆ คนคงเคยได้ดูคลิปที่มีคนมาล้วงกระเป๋าของนักท่องเที่ยวไปอย่างหน้าตาเฉย เหตุเกิดที่ประเทศบราซิลนี่เอง บางคนไม่อาจเรียกว่าขโมยได้ เพราะขโมยต้องแอบๆ แต่นี่เป็นการหยิบไปซึ่งๆ หน้าเลยทีเดียว หัวขโมยส่วนใหญ่เวลาเหยื่อรู้ตัวก็ต้องรีบหนีไป แต่หลักการนี้ใช้ไม่ได้กับขโมยประเทศบราซิล เพราะต่อให้เหยื่อรู้ตัวแค่ไหน ขโมยก็ยังจะทำภารกิจของเขาให้ลุล่วงอยู่ดี เรียกได้ว่ามีอุดมการณ์แรงกล้ามากๆ เมืองเบเลม ของบราซิล จัดเป็นเมืองที่มีการเกิดเหตุอาชญากรรมสูงอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว
เบเลม เป็นเมืองปากแม่น้ำอเมซอน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของบราซิล ในรัฐปารา โดยเป็นศูนย์การกระจายสินค้า, ท่ารถประจำทาง, สนามบิน โดยอยู่ห่างจากมหาสมุทรแอตแลนติกราวๆ 100 กิโลเมตร
เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1616 โดยชาวโปรตุเกส เป็นอาณานิคมแห่งแรกของชาวยุโรปของลุ่มแม่น้ำอเมซอน แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบราซิล จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1775 เขตเมืองใหม่ได้เกิดขึ้นซึ่งเป็นอาคารสมัยใหม่และเต็มไปด้วยตึกระฟ้า เป็นเมืองอันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ รวมถึงสถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคมอย่างแท้จริง
ในเขตเมืองมีประชากรมากกว่า 2 ล้านคน
เบเลมเป็นที่รู้จักในฐานะจุดขนถ่ายยาเสพติด เป็นประตูสู่การกระจายยาเสพติด โดยเฉพาะโคเคน ยาเสพติดจะถูกขนส่งผ่านทางป่าอเมซอนซึ่งรายล้อมอยู่รอบเบเลม ยาเสพติดจะถูกส่งไปทั่วประเทศบราซิลและทั่วโลก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเบเลมแทบทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดทั้งสิ้น นอกจากนั้นผู้เสพโคเคนก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก และทำให้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออัตราการเกิดอาชญากรรมรุนแรงในเมือง

อัตราการเกิดอาชญากรรมในเบเลมประเทศบราซิลระดับของอาชญากรรมสูงถึง 94.12 เปอร์เซ็นต์
หากมองย้อนไปถึงอาชญากรรมเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สูงถึง 91.18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขอันน่าตกใจมาก
โดยปัญหาทางด้านอาชญากรรมพบมากที่สุดคือ ถูกปล้นหรือล้วงกระเป๋าสูงถึง 97.06 เปอร์เซ็นต์ ไล่เลี่ยกันมาคือ ปัญหาอาชญากรรมรุนแรงเช่นการทำร้ายร่างกายและการโจรกรรมอาวุธ มีถึง 97.06 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
โดยระดับความปลอดภัยในเวลาเดินอยู่ในที่สาธารณะ ตอนกลางวัน มีความปลอดภัยแค่ 16.18 เปอร์เซ็นต์
ระดับความปลอดภัยในเวลาเดินอยู่ในที่สาธารณะ ตอนกลางคืน ความปลอดภัยเท่ากับศูนย์
เรียกได้ว่าถ้าใครเดินออกไปกลางค่ำกลางคืนนี่ก็ถือว่าเหมือนเอาชีวิตไปทิ้งเลยทีเดียว
ตามแหล่งข่าวส่วนใหญ่กล่าวว่าประเทศบราซิลมีอัตราการเกิดอาชญากรรมรุนแรง เช่น การฆาตกรรมและการปล้น โดย อัตราการฆาตกรรมของบราซิลอยู่ที่ 30 -35 คนต่อประชากร 100,000 ราย จึงทำให้บราซิลติดอันดับ 20 ประเทศที่มีอัตราการฆาตกรรมโดยเจตนาสูง

โครงการสิทธิมนุษยชนบนโลก 5 โครงการ

1. โครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน – ถือว่าเป็นโครงการที่ตั้งใจเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการทำงานเพื่อสังคมได้มีโอกาสเรียนรู้ มีโอกาสในการพัฒนาตัวเองทั้งความคิด มุมมอง ทัศนคติทางด้านสังคม มีการปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรที่ทำงานเชื่อมโยงกับผู้ที่ถูกละเมิดอันมาจากความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคม ต่อให้พวกเขาจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ก็ตาม ถือว่าเป็นโครงการที่สร้างคนขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือด้นสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริงในการที่จะทำให้โลกเป็นสังคมที่เท่าเทียมกันต่อไป
2. โครงการส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครองสุขภาพ สิทธิมนุษยชนสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวภายใต้มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ – ถือว่าเป็นโครงการด้านสิทธิมนุษยชนที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างรวมถึงพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ สิทธิมนุษยชนให้กับเด็ก เยาวชน และครอบครัว มีกลุ่มเป้าหมายกับประเด็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน สามารถนำความรู้ที่ได้มานี้ไปสร้างความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องของวิชาการ สังคมเครือข่าย กลไก รวมถึงกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ก้าวไปสู่ข้อเสนอแนะทางด้านนโยบาย กฎหมาย มาตรการ หรือแนวทางต่างๆ ในการสร้างวิธีการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมที่สุด
3. โครงการกิจกรรมสาธารณด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – เกิดจากการที่ความรู้ความเข้าใจต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองยังมีค่อนข้างน้อย การทำงานระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสังคมเองก็ยังมีไม่มากพอ ทำให้ประชาชนในแต่ละประเทศเองไม่สามารถเรียกร้องสิทธิความชอบธรรมให้กับตนเองหรือคนในครอบครัวได้ การสร้าโครงการนี้ขึ้นมาจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในด้านสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การมีสิทธิมากขึ้นด้วยเช่นกัน
4. โครงการสิทธิมนุษยชน Sanela Diana Jenkins – เป็นโครงการสิทธิมนุษยชนที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยได้รับแรงบันดาลใจมากจาก Sanela Diana Jenkins ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่องโดยอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ โดยต้องการพัฒนาด้านความเป็นมนุษย์ รวมถึงความยุติธรรมต่างๆ ระหว่างประเทศทั่วโลกด้วย โครงการด้านสิทธิมนุษยชนโครงการนี้ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นการสร้างความเข้าใจผ่านการศึกษาแบบสหวิทยาการ นับว่าเป็นโครงการที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
5. โครงการ For Those Who Died Trying – หรือโครงการเพื่อนักสู้ไทยที่ถูกอุ้มหายไปเป็นโครงการด้านสิทธิมนุษยชนที่เอาเรื่องของการถ่ายรูปมาเป็นตัวแทนของการอุทิศ การไว้อาลัยให้กับเหล่าบรรดานักสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่พวกเขาได้ถูกอุ้มหายไปหรือถูกฆาตกรรม ซึ่งจุดประสงค์ของโครงการมาจากพื้นที่ตามชนบทส่วนใหญ่ผู้ที่มีอิทธิพลคือผู้ที่ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง การที่นักสิทธิมนุษยชนเหล่านี้เข้าไปช่วยเหลือจึงทำให้เกิดเรื่องที่เลวร้ายกับพวกเขาจนนำไปสู่การเสียชีวิต การมีโครงการนี้จึงเหมือนเป็นโครงการที่ช่วยระลึกจดจำความกล้าหาญของพวกเขาไม่ให้หายไป