Rocinha สลัมขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอาชญากรรมและยาเสพติดมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศบราซิล

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบภาพยนตร์ Action ก็น่าจะมีความคุ้นเคยกับฉากไล่ล่าบนหลังคากันมาบ้าง ดังเช่นเวลาพระเอกกระโดดข้ามไปข้ามมาระหว่างตึก ซึ่งปลูกติดกันอย่างแออัดเพื่อหนีคนร้าย และฉากเหล่านี้มันมาจากสถานที่จริง อีกทั้งมันก็ยังตั้งอยู่ในประเทศมีขนาดใหญ่สุดในทวีปอเมริกาใต้อีกด้วย โดยประเทศนั้นก็คือ ‘ประเทศบราซิล’ นั่นเอง โดยสถานที่นี้ตั้งอยู่ในนคร Rio de Janeiro บ้านเรือนนิยมปลูกกันอย่างเรียงรายและแออัด อีกทั้งยังลากยาวลงมาตั้งแต่บนยอดเขาจนถึงพื้นด้านล่าง โดยชาวบราซิลเรียกที่อยู่อาศัยประเภทนี้ว่า ‘Favela’ หรือก็คือ ‘สลัม’ นั่นเอง

สลัมในนคร Rio de Janeiro มีอยู่มากมายหลายแห่ง แต่สลัมขนาดใหญ่ที่สุด นั่นก็คือสลัม ‘Rocinha’ อันเต็มไปด้วยบ้านเรือนปลูกชิดติดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง แม้กระทั่งผู้คนถ้าจะเดินสวนกัน ก็ต้องหยุดให้อีกฝ่ายเดินไปก่อน ถึงจะสามารถเดินต่อไปได้ โดยจากการสำรวจในปี ค.ศ. 2011 พบว่ามีประชากรอาศัยอยู่ในสลัมแห่งนี้มากถึง 70,000 คนเลยทีเดียว เมื่อขึ้นชื่อว่าสลัมแล้ว สถานที่แห่งนี้ย่อมไม่น่าย่างกรายเข้ามาใกล้สักเท่าไหร่ เนื่องจากมันเต็มไปด้วยปัญหาอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทั้งการปล้น , ทำร้ายร่างกาย , ยาเสพติด หรือแม้กระทั่งการฆาตกรรม โดยสลัมแห่งนี้คือแหล่งผลิตและส่งออกยาเสพติดขนาดใหญ่สุดในบราซิล

ยาเสพติด จะถูกส่งไปขายในยุโรปและอเมริกา อีกทั้งสลัมแห่งนี้ไม่ได้ถูกปกครองภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาล หากแต่ถูกปกครองโดยเจ้าพ่อยาเสพติด โดยทางการของบราซิลก็ทราบถึงปัญหานี้ดี แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้ เพราะสลัมแห่งนี้ถือกำเนิดมานานแล้ว ประชากรที่อาศัยอยู่ในสลัมแห่งนี้ก็ดูคุ้นเคยกับทุกปัญหา จนทุกอย่างกลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว แม้แต่อำนาจรัฐหรือตำรวจก็ไม่สามารถควบคุมได้

ถึงแม้จะมีปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ล่ะวัน แต่ปัจจุบันสลัมแห่งนี้ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตอันแสนอันตรายนี้กันอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างไรก็ตามทางการของบราซิลไม่แนะนำให้เดินทางไปเพียงลำพัง ถ้าต้องการไปให้เดินทางไปกับทัวร์ของทางการบราซิลจะดีกว่า นักท่องเที่ยวจะได้เห็นสภาพทุกอย่างไม่ปกปิด ไม่ว่าจะเป็น ผู้คนกำลังเสพยา , ซื้อยา , คนพกอาวุธสงคราม เป็นต้น แต่ถึงแม้ว่าจะไปกับทัวร์แล้วก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยซะทีเดียว เนื่องจากถ้าหากคุณไปมองอะไรที่ไม่ควรมองมากจนเกินไป หรือถ่ายรูปในเขตหวงห้าม คุณก็อาจจะไม่ได้ออกมาดูโลกภายนอกอีกเลย

นักโทษบราซิลเฮโลก่อการแหกคุกครั้งใหญ่ สุดท้ายโดนผู้คุมสอยดับกว่า 20 ศพ

สำนักข่าว AFP รายงานจากเมือง Rio de Janeiro ประเทศบราซิล วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2561 ว่า ความพยายามในการแหกคุกหมู่ของนักโทษนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร ณ เรือนจำ Santa Isabel ชานเมือง Belem ในรัฐ Para อยู่ทางภาคเหนือของบราซิล โดยมีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวนซึ่งอยู่บริเวณด้านนอกซึ่งเป็นเพื่อนกับนักโทษที่ถูกขังอยู่ข้างใน มาพร้อมกับอาวุธครบครัน อีกทั้งยังมีการพยายามใช้ระเบิดทะลวงผนังกำแพงเรือนจำให้แตกเป็นรู ขณะเดียวกันทางกลุ่มนักโทษที่อยู่ด้านในก็มีอาวุธครบมือเช่นเดียวกัน ก่อนจะเกิดการยิงปะทะกับผู้คุมอย่างดุเดือด

ทางด้านโฆษกสำนักงานความมั่นคงของรัฐ Para ออกมาเปิดเผยว่า ยอดตัวเลขของผู้เสียชีวิตเท่าที่ได้รับการยืนยัน มี นักโทษในเรือนจำพร้อมแก๊งค์ช่วยเหลือจากข้างนอกอย่างน้อย 20 ศพ , ผู้คุมเสียชีวิต 1 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 5 คน โดย 1 คนในนั้นอาการสาหัสเข้าขั้นโคม่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดปืนไรเฟิล 2 กระบอก และปืนพกอีก 5 กระบอกได้ในจุดเกิดเหตุ

โดยเจ้าหน้าที่ค้นหาจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีนักโทษบางส่วนซึ่งอาจจะหลบหนีไปได้ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เรียกขอกำลังสนับสนุน จากหน่วย S.W.A.T เข้ามาเสริมเพื่อช่วยดูแลงาน

ทั้งนี้ ประเทศบราซิล เป็นหนึ่งในประเทศอันขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดในโลก พบสถิติฆ่ากันตายประมาณ 60,000 คนในทุกๆ ปี นอกจากนี้เรือนจำทั่วประเทศต่างก็ขึ้นชื่อ ในเรื่องของความแออัดและการก่อเหตุความรุนแรง โดยข้อมูลถึงเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2559 บราซิลมีนักโทษถูกคุมขังทั้งหมด 726,712 คน โดยในเรือนจำต่างๆ สามารถรองรับนักโทษรวมทั้งหมดเพียงแค่ 368,000 คนเท่านั้น อย่างปี พ.ศ. 2560 ก็เกิดเหตุจลาจล นักโทษแก๊งคู่อริต่างยกพวกมาห้ำหั่นกันในเรือนจำ เมือง Manos ในเขตป่า Amazon ส่งผลให้นักโทษเสียชีวิต 56 ศพ นับเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งอันน่าสยดสยองสะเทือนขวัญไปทั่วโลก เต็มไปด้วยความโหดร้าย ศพของนักโทษซึ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดงสด ส่งกลิ่นคาวไปทั่วบริเวณ ได้นำมาเผาไฟเพื่อกำจัดศพ ศพเหล่านี้ถูกนำไปกองรวมกันบนพื้นคอนกรีต หรือบางศพก็ถูกสุมรวมกันไว้บนรถเข็น

สำหรับกรณีนักโทษสังหารกันเองครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในเรือนจำทั่วละตินอเมริกาในรอบ 10 ปี อีกทั้งตำรวจบราซิลพร้อมอาวุธหนักครบมือ ก็กำลังอยู่ระหว่างการติดตามนักโทษอีกกว่าร้อยคน ซึ่งแหกคุกหนีออกไปทางอุโมงค์ใต้ดินหลายจุด โดยมีนักโทษหายตัวไปถึง 112 คน และยังมีผู้ต้องขังจากเรือนจำอื่น ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันหลบหนีออกไปอีก 72 คน นับเป็นเรื่องอันชวนช็อคโลกอีกเหตุการณ์หนึ่ง