5 ปัจจัยสำคัญ ที่ก่อให้เกิดเหตุอาชญากรรมในบราซิล

บราซิลเป็นประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมรุนแรงสูงมาก เช่น การฆาตกรรมและการปล้น อัตราการฆาตกรรมคือ 30 – 35 คนต่อประชากร 100,000 คน ทำให้อยู่ในอันดับ 20 ประเทศที่มีอัตราการฆาตกรรมโดยเจตนาสูงมากที่สุดของโลก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาตัวเลขยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก บราซิลเป็นผู้นำเข้าโคเคนอย่างหนัก รวมทั้งเป็นเส้นทางยาระหว่างประเทศ โดยมีอาวุธที่อาชญากรใช้ส่วนใหญ่ผลิตในประเทศ หลายครั้งเกิดจากการฆ่าตัดตอน สงครามระหว่างแก๊ง และอื่นๆ อีกมากมายที่คุณอาจต้องลองมาดูถึงปัจจัยต่างๆ

1.ความยากจน

ประชาชนมากมายในบราซิลยังเป็นกลุ่มคนไร้บ้านอยู่จำนวนมาก ทำให้ส่วนใหญ่หันมาประทังชีพด้วยการลักเล็กขโมยน้อย ร้ายสุดคือการปล้นฆ่าที่กำลังกลายเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เนื่องจากทางรัฐบาลไม่ได้ให้การเยียมยาที่เหมาะสมแถมยังลงมือขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มคนเหล่านี้ จนปัญหาเริ่มบานปลายจนแทบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง

2.ปัญหายาเสพติด

ยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่สุดเลยก็ว่าได้ แถมยังเป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ของโลกอีกต่างหาก ประชากรของประเทศบริโภค 18% ของปริมาณยาในแต่ละปีของโลก ชาวบราซิลกว่า 2.8 หรือคิดเป็น 1.4% ของประชากรสูบบุหรี่รวม 92,000 กิโลกรัมในปี 2010 โคเคนส่วนใหญ่ของโลกมาจาก Andean, Bolivia และ Columbia ประเทศเหล่านี้ “เน้นผลิตส่งออกมากกว่าใช้เอง” มักลักบอลผ่านทางอเมซอนมายังบราซิลที่ถือเป็นประเทศร่ำรวยทางตอนล่างที่พวกเขาจัดส่งให้กว่า 50% ดีกว่าที่จะลอบส่งออกไปยังชาติตะวันตก

3.อาวุธปืน

บราซิลเป็นประเทศที่หาปืนได้ง่ายสุดของโลกเลยก็ว่าได้ แถมกฎหมายอาวุธปืนของประเทศก็เอื้อผลประโยชน์ต่อคนกลุ่มหนึ่งเสียเหลือเกิน ล่าสุดเพิ่งมีการอนุมัติให้เพิ่มจำนวนกระสุนที่ซื้อได้ต่อปีขนาดคนธรรมดายังหาซื้อได้ง่ายลองคิดดูว่าเหล่าอาญากรคงจะมีเป็นคลังแสง ซึ่งอาญากรรมส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากอาวุธปืนเกือบ 90% จึงถือได้ว่ามันนี่หละเป็นปัจจัยสำคัญของปัญหาภายในประเทศ แถมทางรัฐบาลก็ดูเหมือนจะไม่แยแสเรื่องอาวุธปืนเท่าไหร่ พวกเขาก็สนเพียงแต่แค่ยิงกลับไปก็เท่านั้นเอง

4.แก๊งขั้วอำนาจภายในประเทศ

เป็นที่รู้กันดีว่ามาเฟียในแบบของชาวบราซิลนั้นโหดมากแค่ไหน พวกเขามีธุรกิจส่วนใหญ่คือค้าอาวุธปืน ยาเสพติด หรือแม้แต่ค้ามนุษย์ด้วยเช่นกัน หลายครั้งที่พวกเขามักจะมีความเห็นไม่ลงลอยระหว่างแก๊งทำให้เกิดการปะทะขึ้นหลายกันเองระหว่างแก๊งอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็มีคนโดนลูกหลง มีการฆ่าตัดตอน ฆ่าปิดปากพยาน และอื่นๆ

การเกิดอาชญากรรมบราซิล หนึ่งในเมืองหลวงแห่งการฆาตกรรม Rio de Janeiro

เวลาเราไปท่องเที่ยวต่างประเทศอีกหนึ่งหัวข้อที่ต้องศึกษาไว้ด้วยก็คือ ความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง มันไม่สนุกเลยหากเราเจออาชญากรรมระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ หากไปกับทัวร์ก็ดีหน่อยมีคนคอยช่วยเหลือได้ แต่หากไปกันเองแล้วเจอเข้าไปนี้บอกเลยว่า ร้องไม่ออก ดังนั้นหากจะไปเที่ยวเมืองไหนเรื่องนี้ก็ต้องเช็คกันหน่อย หนึ่งเมืองที่ไม่แนะนำให้ไปเลยก็คือ Rio de Janeiro

Rio de Janeiro เมืองหลวงอาชญากรรม

ประเทศบราซิลแม้ว่าพวกเค้าจะมีชื่อเสียงเรื่องฟุตบอล มีรูปปั้นยักษ์จนติดทำเนียบสิ่งอัศจรรย์ของโลก แต่พวกเค้าก็มีด้านมืดของประเทศอย่างเมือง Rio de Janeiro เมืองหลวงของประเทศแม้ว่าจะเป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศก็จริง แต่พวกเค้าก็มีชื่อเสียงด้านลบว่า เป็นเมืองหลวงอาชญากรรมด้วยเหมือนกัน

นักท่องเที่ยว เหยื่อชั้นดี

นักท่องเที่ยวหากเราก้าวเดินเข้าไปในประเทศบราซิลแล้วล่ะก็ ขอให้รู้ไว้เลยว่าเรากำลังจะถูกหมายปองจากมิจฉาชีพแบบ 360 องศาเลย หากมากันเป็นทัวร์ก็อาจจะยากหน่อย ไกด์อาจจะจ้างการ์ดหรือคนท้องถิ่นมาสกรีนให้อีกที แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ถ้ามากันเอง มาคนเดียว ล่ะก็ เตรียมตัวได้เลย พวกมันลงมือตั้งแต่เราเดินไปเอากระเป๋านั่นแหละ ทุกย่างก้าวต้องระมัดระวังตัวเองสูงมาก เพราะโจรที่นี่ชุมยิ่งกว่ายุงเสียอีก

เด็ก ผู้หญิง อย่าไว้ใจ

นอกจากภาพของแก็งค์มาเฟียครองเมืองแล้ว อีกหนึ่งโจรที่พร้อมจะเข้ามาขโมยของเราแบบไม่ทันรู้ตัวเลยก็คือ เด็ก และผู้หญิง พวกนี้มองภายนอกเหมือนไม่มีอะไรก็แค่เด็กธรรมดา แต่ความจริงมันคือโจรนักวิ่งราวของจริง พวกมันอาศัยคราบที่ดูเหมือนไม่มีอะไร พร้อมจะเข้าหาเหยื่อโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวมันก็วิ่งหนีออกไปแล้ว หรือบางทีรู้ตัวหากคว้าตัวมันไม่ทันก็บอกเลยว่าไม่ต้องวิ่งตามอันตราย ดังนั้นหากไปเที่ยวแล้วมีกลุ่มเด็ก ผู้หญิงเข้ามาใกล้บอกเลยว่าอันตราย

ฟาเวลา อย่าไป

ประเทศบราซิลมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายในเมือง ริโอ เดอจาเนโร อย่างชายหาดโคปปาคาบาน่า เป็นต้น แต่บางสถานที่ก็ห้ามไปเด็ดขาด อย่างเช่น สลัมแอดอัดที่ชื่อว่า ฟาเวลา ที่นี่คือแหล่งรวมอาชญากรรมทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น อาวุธ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และอีกมากมาย ทางที่ดีไม่ควรไป ฟาเวลา โดยเด็ดขาด หรือหากจะไปควรใช้บริการกรุ๊ปทัวร์ดีกว่า เพราะเค้าจะเซฟนักท่องเที่ยวอย่างเราได้มากที่สุด

กฎหมายไม่มีผลอะไร

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองหลวงอาชญากรรมก็เป็นเพราะว่ากฎหมายของพวกเค้าไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไรขนาดนั้น การบังคับใช้ยังมีช่องโหว่อยู่เยอะมาก เมื่อกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ก็ทำให้เหล่ามาเฟียเริงร่าได้ตามใจ เมื่อสะสมมากเข้าจึงกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลมืดที่มีอำนาจสูงขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐไม่สามารถจัดการได้แบบในปัจจุบันนั่นเอง หวังว่า กรุงเทพเราจะไม่เป็นแบบนั้นในอนาคต

Rocinha สลัมขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอาชญากรรมและยาเสพติดมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศบราซิล

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบภาพยนตร์ Action ก็น่าจะมีความคุ้นเคยกับฉากไล่ล่าบนหลังคากันมาบ้าง ดังเช่นเวลาพระเอกกระโดดข้ามไปข้ามมาระหว่างตึก ซึ่งปลูกติดกันอย่างแออัดเพื่อหนีคนร้าย และฉากเหล่านี้มันมาจากสถานที่จริง อีกทั้งมันก็ยังตั้งอยู่ในประเทศมีขนาดใหญ่สุดในทวีปอเมริกาใต้อีกด้วย โดยประเทศนั้นก็คือ ‘ประเทศบราซิล’ นั่นเอง โดยสถานที่นี้ตั้งอยู่ในนคร Rio de Janeiro บ้านเรือนนิยมปลูกกันอย่างเรียงรายและแออัด อีกทั้งยังลากยาวลงมาตั้งแต่บนยอดเขาจนถึงพื้นด้านล่าง โดยชาวบราซิลเรียกที่อยู่อาศัยประเภทนี้ว่า ‘Favela’ หรือก็คือ ‘สลัม’ นั่นเอง

สลัมในนคร Rio de Janeiro มีอยู่มากมายหลายแห่ง แต่สลัมขนาดใหญ่ที่สุด นั่นก็คือสลัม ‘Rocinha’ อันเต็มไปด้วยบ้านเรือนปลูกชิดติดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง แม้กระทั่งผู้คนถ้าจะเดินสวนกัน ก็ต้องหยุดให้อีกฝ่ายเดินไปก่อน ถึงจะสามารถเดินต่อไปได้ โดยจากการสำรวจในปี ค.ศ. 2011 พบว่ามีประชากรอาศัยอยู่ในสลัมแห่งนี้มากถึง 70,000 คนเลยทีเดียว เมื่อขึ้นชื่อว่าสลัมแล้ว สถานที่แห่งนี้ย่อมไม่น่าย่างกรายเข้ามาใกล้สักเท่าไหร่ เนื่องจากมันเต็มไปด้วยปัญหาอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทั้งการปล้น , ทำร้ายร่างกาย , ยาเสพติด หรือแม้กระทั่งการฆาตกรรม โดยสลัมแห่งนี้คือแหล่งผลิตและส่งออกยาเสพติดขนาดใหญ่สุดในบราซิล

ยาเสพติด จะถูกส่งไปขายในยุโรปและอเมริกา อีกทั้งสลัมแห่งนี้ไม่ได้ถูกปกครองภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาล หากแต่ถูกปกครองโดยเจ้าพ่อยาเสพติด โดยทางการของบราซิลก็ทราบถึงปัญหานี้ดี แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้ เพราะสลัมแห่งนี้ถือกำเนิดมานานแล้ว ประชากรที่อาศัยอยู่ในสลัมแห่งนี้ก็ดูคุ้นเคยกับทุกปัญหา จนทุกอย่างกลายเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว แม้แต่อำนาจรัฐหรือตำรวจก็ไม่สามารถควบคุมได้

ถึงแม้จะมีปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ล่ะวัน แต่ปัจจุบันสลัมแห่งนี้ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตอันแสนอันตรายนี้กันอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงอย่างไรก็ตามทางการของบราซิลไม่แนะนำให้เดินทางไปเพียงลำพัง ถ้าต้องการไปให้เดินทางไปกับทัวร์ของทางการบราซิลจะดีกว่า นักท่องเที่ยวจะได้เห็นสภาพทุกอย่างไม่ปกปิด ไม่ว่าจะเป็น ผู้คนกำลังเสพยา , ซื้อยา , คนพกอาวุธสงคราม เป็นต้น แต่ถึงแม้ว่าจะไปกับทัวร์แล้วก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยซะทีเดียว เนื่องจากถ้าหากคุณไปมองอะไรที่ไม่ควรมองมากจนเกินไป หรือถ่ายรูปในเขตหวงห้าม คุณก็อาจจะไม่ได้ออกมาดูโลกภายนอกอีกเลย

นักโทษบราซิลเฮโลก่อการแหกคุกครั้งใหญ่ สุดท้ายโดนผู้คุมสอยดับกว่า 20 ศพ

สำนักข่าว AFP รายงานจากเมือง Rio de Janeiro ประเทศบราซิล วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2561 ว่า ความพยายามในการแหกคุกหมู่ของนักโทษนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร ณ เรือนจำ Santa Isabel ชานเมือง Belem ในรัฐ Para อยู่ทางภาคเหนือของบราซิล โดยมีกลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวนซึ่งอยู่บริเวณด้านนอกซึ่งเป็นเพื่อนกับนักโทษที่ถูกขังอยู่ข้างใน มาพร้อมกับอาวุธครบครัน อีกทั้งยังมีการพยายามใช้ระเบิดทะลวงผนังกำแพงเรือนจำให้แตกเป็นรู ขณะเดียวกันทางกลุ่มนักโทษที่อยู่ด้านในก็มีอาวุธครบมือเช่นเดียวกัน ก่อนจะเกิดการยิงปะทะกับผู้คุมอย่างดุเดือด

ทางด้านโฆษกสำนักงานความมั่นคงของรัฐ Para ออกมาเปิดเผยว่า ยอดตัวเลขของผู้เสียชีวิตเท่าที่ได้รับการยืนยัน มี นักโทษในเรือนจำพร้อมแก๊งค์ช่วยเหลือจากข้างนอกอย่างน้อย 20 ศพ , ผู้คุมเสียชีวิต 1 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 5 คน โดย 1 คนในนั้นอาการสาหัสเข้าขั้นโคม่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดปืนไรเฟิล 2 กระบอก และปืนพกอีก 5 กระบอกได้ในจุดเกิดเหตุ

โดยเจ้าหน้าที่ค้นหาจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีนักโทษบางส่วนซึ่งอาจจะหลบหนีไปได้ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เรียกขอกำลังสนับสนุน จากหน่วย S.W.A.T เข้ามาเสริมเพื่อช่วยดูแลงาน

ทั้งนี้ ประเทศบราซิล เป็นหนึ่งในประเทศอันขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดในโลก พบสถิติฆ่ากันตายประมาณ 60,000 คนในทุกๆ ปี นอกจากนี้เรือนจำทั่วประเทศต่างก็ขึ้นชื่อ ในเรื่องของความแออัดและการก่อเหตุความรุนแรง โดยข้อมูลถึงเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2559 บราซิลมีนักโทษถูกคุมขังทั้งหมด 726,712 คน โดยในเรือนจำต่างๆ สามารถรองรับนักโทษรวมทั้งหมดเพียงแค่ 368,000 คนเท่านั้น อย่างปี พ.ศ. 2560 ก็เกิดเหตุจลาจล นักโทษแก๊งคู่อริต่างยกพวกมาห้ำหั่นกันในเรือนจำ เมือง Manos ในเขตป่า Amazon ส่งผลให้นักโทษเสียชีวิต 56 ศพ นับเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งอันน่าสยดสยองสะเทือนขวัญไปทั่วโลก เต็มไปด้วยความโหดร้าย ศพของนักโทษซึ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือดสีแดงสด ส่งกลิ่นคาวไปทั่วบริเวณ ได้นำมาเผาไฟเพื่อกำจัดศพ ศพเหล่านี้ถูกนำไปกองรวมกันบนพื้นคอนกรีต หรือบางศพก็ถูกสุมรวมกันไว้บนรถเข็น

สำหรับกรณีนักโทษสังหารกันเองครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในเรือนจำทั่วละตินอเมริกาในรอบ 10 ปี อีกทั้งตำรวจบราซิลพร้อมอาวุธหนักครบมือ ก็กำลังอยู่ระหว่างการติดตามนักโทษอีกกว่าร้อยคน ซึ่งแหกคุกหนีออกไปทางอุโมงค์ใต้ดินหลายจุด โดยมีนักโทษหายตัวไปถึง 112 คน และยังมีผู้ต้องขังจากเรือนจำอื่น ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันหลบหนีออกไปอีก 72 คน นับเป็นเรื่องอันชวนช็อคโลกอีกเหตุการณ์หนึ่ง

ยูนิเซฟเผยถึงเด็กถูกคุกคามการล่วงละเมิดทางเพศ ถึงสาเหตุและวิธีการป้องกัน

ได้มีรายงานชิ้นใหม่ขององค์การยูนิเซฟเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กขนาดว่าบางคนโดนตั้งแต่อายุเพียง 1 ปี แถมยังเกิดขึ้นในบริเวณกว้างทั้งบ้าน โรงเรียน ชุมชน ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเด็กซึ่งรายงานดังกล่าวมีชื่อว่า A Familiar Face: Violence in the lives of children and adolescents (คนใกล้ตัว: ความรุนแรงในชีวิตของเด็กและวัยรุ่น) โดยรายงานนี้ได้ระบุว่า เด็กอายุ 2-4 ปี จำนวนมากถึง 3 ใน 4 หากเทียบเป็นจำนวนคนราว 300 ล้านคนทั้งโลกโดนพ่อแม่ทำร้ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่าเด็กอายุ 1 ปี เกือบ 1 ใน 4 โดนทำโทษด้วยการจับเขย่า เกือบ 1 ใน 10 โดนตบตีที่ใบหน้า ศีรษะ หู รายงานชิ้นนี้ยังระบุด้วยว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 1 ใน 4 หรือประมาณ 176 ล้านคนทั่วโลกได้พักอาศัยอยู่กับแม่ผู้ถูกเป็นเหยื่อแห่งความรุนแรงจากคู่ครอง

รายงานจากยูนิเซฟถึงเด็กผู้ถูกคุกคามด้านการล่วงละเมิดทางเพศทั้งสาเหตุและวิธีป้องกัน

ต้องยอมรับว่าปัญหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศทั้งเด็กชายและหญิงยังคงเป็นปัญหาใหญ่จากรายงานพบว่า เด็กหญิงอายุ 15-19 ปี กว่า 15 ล้านคน โดนบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ไม่ก็ถูกกระทำทางเพศทางใดทางหนึ่ง ส่วนใหญ่ถูกกระทำจากคนรู้จัก แต่มีเพียง 1% ของเด็กเหล่านี้ที่เลือกขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ในประเทศไทยจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขมีการรวบรวมจากศูนย์พึงได้ในโรงพยาบาล 523 แห่ง ทั่งประเทศเมื่อปี 2558 มีเด็ก 11,000 คน หากเทียบเป็นวันก็ตกวันละ 30 คน เข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการจากความรุนแรง ส่วนใหญ่เป็นเด็กสาว จำนวน 9 ใน 10 ถูกกระทำจากบุคคลที่ตนเองรู้จัก ยูนิเซฟเองจึงพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลแต่ละประเทศรีบดำเนินการด่วนที่สุดเพื่อต้องการยุติความรุนแรงอันเกิดขึ้นกับเด็ก มีการสนับสนุนแนวปฏิบัติ INSPIRE ได้รับความเห็นชอบจากองค์การอนามัยโลก องค์การยูนิเซฟ และพันธมิตรเพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็ก เกิดข้อเสนอแนะดังนี้

  1. สร้างแผนงานระดับชาติในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก ที่ประสานเชื่อมโยงทางการศึกษา สวัสดิการด้านสังคม สุขภาพ ความยุติธรรม ชุมชนและตัวของเด็ก
  2. เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใหญ่ จัดการปัจจัยต่างๆ อันทำให้เกิดความรุนแรง เช่น ค่านิยมชอบใช้ความรุนแรง บริการมีการรองรับไม่เพียงพอ
  3. ผลักดันการลดพฤติกรรมรุนแรง ความเหลื่อมล้ำในสังคม จำกัดการเข้าถึงอาวุธ
  4. สร้างระบบการให้บริการทางสังคม ฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์เพื่อให้คำปรึกษา บำบัดเด็กที่ถูกกระทำจากความรุนแรง
  5. ให้ความรู้กับเด็ก ผู้ปกครอง ครู สมาชิกคนอื่นๆ เพื่อให้ตระหนักในความรุนแรงทุกรูปแบบ
  6. รวบรวมข้อมูลความรุนแรงต่อเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรวจสอบ ประเมินผลอย่างเป็นระบบ